Ulysses Ways
ทางของยูลิซิส
It is the epic of two races (Israel-Ireland) and at the same time the cycle of the human body as well as a little story of a day (life)... It is also a kind of encyclopaedia. My intention is not only to render the myth sub specie temporis nostri but also to allow each adventure (that is, every hour, every organ, every art being interconnected and interrelated in the somatic scheme of the whole) to condition and even to create its own technique.
(James Joyce,Letters, 21st September 1920)

ในช่วงปี 1934 หรือปี พ.ศ. 2477 ที่สยามประเทศของเรานั้นเพิ่งผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบรัฐธรรมนูญได้ราว 2 ปี ในโลกวรรณกรรมและงานเรขศิลป์ (graphic design) แห่งทวีปอเมริกาได้ก่อกำเนิดผลงานพิมพ์และการออกแบบมหากาพย์หนังสือ Ulysses (1922) ของนักประพันธ์โมเดิร์นนิสต์นามอุโฆษ เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) ขึ้นมาใหม่หมาด โดยฝีมือนักออกแบบชาวเยอรมัน-อเมริกัน แอร์นส์ ไรคล๎ (Ernst Reichl) ผู้ทำหน้าที่ปรับปรุงทั้งโฉมหน้าและภายในตัวเล่มให้แก่สำนักพิมพ์ Random House ที่ได้รับลิขสิทธิ์การพิมพ์เผยแพร่เป็นเจ้าแรก นับจากการถูกห้ามจำหน่ายในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 โดยเหตุการณ์ของการแบนหนังสือเล่มนี้จะได้พูดถึงในรายละเอียดต่อไป
แอร์นส์ ไรคล๎ ถือเป็นดีไซเนอร์ประเภทที่เรียกว่า ‘ครบวงจร’ คือเป็นคนจัดการทุกอย่างในหนังสือด้วยตัวเองทั้งหมด (ตั้งแต่การออกแบบแจ๊คเก็ต หน้าปก หน้าเปิด การจัดเรียงเนื้อหา และแบบอักษร) อย่างประณีต ครุ่นคิด และค่อนข้างจะกล้าบ้าบิ่น กล่าวกันว่าเขาคนนี้ (ที่อพยพมาอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1920) เป็นทั้งปัญญาชน นักเขียน และนักอ่านตัวยง (มีผลงานน้อยชิ้นที่เขาจะออกแบบโดยไม่ได้อ่านต้นฉบับ) ที่พลิกโฉมหน้าวงการหนังสือในสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันผลงานออกแบบของไรคล๎ได้ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อยู่บ่อยครั้ง เช่นล่าสุดก็ที่ MOMA (Museum of Modern Art) ในฐานะของงานออกแบบที่ได้รับอิทธิพลจิตรกรชาวดัทช์ ปิเอต์ มอนเดรียน (Piet Mondrian) รวมถึงยังมีการนำเอาปกโมเดิร์นคลาสสิกของเขากลับมาใช้ใหม่ใน Ulysses ฉบับปี 2002 ทว่าน่าเสียดายที่ทางสำนักพิมพ์ไม่ได้ลงเครดิตของผู้ออกแบบไว้เลย
แจ๊คเก็ตของ Ulysses ฉบับปี 1934 ถือได้ว่าทำลายความเรียบง่ายของ Ulysses ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (ที่มีเพียงชื่อเรื่องและชื่อนักเขียนปรากฏอยู่บนพื้นหลังสีฟ้าเทอร์ควอยซ์) ลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยการรับเอาอิทธิพลของรูปทรงเรขาคณิตมาใช้ออกแบบอักษรอย่างไม่กริ่งเกรง หากพิจารณาผ่านสายตาของปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่า งานออกแบบของไรคล๎ถือว่ายังไม่เชยตกยุคไป
สีแดง สีดำอันเป็นเอกลักษณ์ในภาพวาดและงานออกแบบสไตล์สมัยใหม่นิยมของกลุ่ม De Stijl (ที่ต่อมากลุ่มทางศิลปะนี้ได้ให้แรงบันดาลใจแก่นักออกแบบและศิลปินในที่ Bauhaus ในไวมาร์ เยอรมนี และกลุ่ม Constructivism ในรัสเซีย โซเวียต) ปรากฏเด่นชัดเหนือพื้นหลัง แบบอักษรของชื่อนวนิยายถูกยืดขยายจนเต็มพื้นที่หน้าปก โดยหดย่อชื่อเจมส์ จอยซ์ (อันเกิดจากการผสานรูปทรงเรขาคณิตเข้าไปในแบบอักษร) ให้เล็กลงเพื่อบรรจุไว้ในพื้นที่สี่เหลี่ยมสีแดงระหว่างตัวอักษร S สองตัว (รายละเอียดอย่างหนึ่ง ที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือบริเวณฐานของ U และตรงง่ามของตัว Y ถูกออกแบบให้มีลักษณะโค้งคล้ายเกือกม้า หรือส้อมเสียง แทนที่จะเป็นมุมฉาก หรือมุมมนเหมือนเช่นแบบอักษรอื่นๆ)
เห็นได้ชัดว่าปก Ulysses ฉบับของไรคล๎ได้อุทิศพื้นที่เกือบทั้งหมดให้แก่ชื่อเรื่อง หากพิจารณาในแง่ของการสื่อสารแล้ว การย่อชื่อผู้เขียนลงไม่ได้เป็นการลดความสำคัญของเจมส์ จอยซ์ หากทว่าเป็นดั่งการประกาศกับนักอ่านทั้งหลายว่า “ในที่สุด Ulysses ก็เดินทางมาถึงอเมริกาเสียที”
เช่นเดียวกับหน้าเปิดของนวนิยายที่ได้แสดงชื่อเรื่องไว้ใหญ่กว่าชื่อของผู้ประพันธ์ราวสี่ถึงห้าเท่าซึ่งเขาก็ได้กระทำการที่ถือว่า ‘พลิกเปลี่ยน’ งานออกแบบของอเมริกาอีกหนึ่งคำรบ ด้วยการทำให้อักษรตัวแรกของชื่อเรื่องและตัวบทมีขนาดใหญ่กินพื้นที่หนึ่งหน้ากระดาษ เช่นประโยคเปิดเรื่อง ‘STATELY, plump Buck Mulligan came from the stairhead’ ที่ไรคล๎ได้ย้ายให้ S และสองคำแรกในประโยคเปิดมาอยู่หน้าซ้ายมือ และจัดวางเนื้อหาหลังจากนั้นให้ไปอยู่ทางหน้าขวา การจัดตัวบท ‘คร่อมหน้า’ เช่นนี้ไม่มีปรากฏมาก่อนในหนังสือนวนิยาย การกระทำนี้ถือได้ว่าทำลายประเพณี ‘การอ่าน’ วรรณกรรมซึ่งมีมาช้านาน ขณะที่อีกด้านก็เป็นเครื่องเน้นย้ำความไม่ธรรมดาของ Ulysses ของจอยซ์
ในโลกการพิมพ์ปัจจุบัน (ทั้งระบบดิจิตอลและออฟเซ็ท) การย่อและขยายอักษรเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ง่ายเพียงขยับเมาส์ แต่ในห้วงเวลานั้นการจะทำให้ S มีขนาดเท่ากับหนึ่งหน้ากระดาษ (ที่ใหญ่กว่าขนาดแบบพิมพ์อักษรทั่วไป) จะต้องถูกวาด หรือจัดทำขึ้นใหม่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ หากนับว่า Ulysses เป็นหนังสือที่ปฏิวัตินวนิยายอย่างมีนัยสำคัญ การออกแบบครั้งนั้นของไรคล๎ก็ต้องถือว่าเปลี่ยนแปลงโลกของการออกแบบดุจเดียวกัน
งานออกแบบรูปเล่มที่ดูแปลกประหลาดสายตาและท้าทายการรับรู้ผู้อ่านทำให้ Ulysses ในอเมริกา หรือโดยเฉพาะในเมืองนิวยอร์ก (อันเป็นฐานที่มั่นของปัญญาชน นักออกแบบ นักเขียน นักคิด และศิลปิน) ต้องเผชิญกับ ‘ความไม่ธรรมดา’ ของรูปแบบที่บรรจุ ‘ตัวบท’ ของจอยซ์เอาไว้เป็นหนแรก
โดยต้องกล่าวด้วยว่า การเดินทางของ Ulysses ฉบับเต็มไปสู่ทวีปอเมริกาแบบถูกกฎหมายนั้น ค่อนข้างกินระยะเวลาเนิ่นนาน คือนับจากครั้งที่ Ulysses เริ่มตีพิมพ์ใน The Little Review นิตยสารหัวก้าวหน้าของอเมริกาที่ทยอยตีพิมพ์ Ulysses เป็นตอนๆ (ในห้วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ในอังกฤษนิตยสาร Egoist ได้นำเอา 5 ตอนแรกของนวนิยายมาทยอยลงตีพิมพ์ในปี 1919 จนกระทั่งเกิดเรื่องราวร้องเรียนจากมวลสมาชิกว่า Ulysses ขัดต่อศีลธรรมอันดีและก็มีอันต้องปลดนวนิยายเรื่องนี้ออกไป) ซึ่งในปี ค.ศ. 1921 นี้เองจึงเริ่มมีการดำเนินคดีกับบรรณาธิการ The Little Review และส่งผลให้ Ulysses ถูกพิจารณาตัดสินให้เป็น ‘นวนิยายต้องห้าม’ ทั้งในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ
หลังเรื่องอื้อฉาวไม่นาน จอยซ์ที่ตอนนั้นพำนักพักพิงอยู่ในฝรั่งเศสก็ได้ขอความช่วยเหลือจากซิลเวีย บีช (Sylvia Beach) หญิงชาวอเมริกันผู้เป็นเจ้าของ Shakespeare and Company ร้านหนังสือในตำนานให้เป็นแม่งานจัดพิมพ์ให้ Ulysses ฉบับพิมพ์ครั้งแรกจึงถือกำเนิดขึ้น
หากฉบับพิมพ์ครั้งแรกภายใต้การดูแลของโมริส ดาร็องตีแยร์ (Maurice Darantière) ช่างเรียงพิมพ์จากเมืองดิฌง กลับเต็มไปด้วยความผิดพลาดมากมาย และสองปีหลังจากนั้นก็มีการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับในการพิมพ์ครั้งที่สอง ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่จอยซ์ได้ขายลิขสิทธิ์ของเขาให้แก่ทนายชาวนิวยอร์ก ต่อเมื่อ Ulysses ได้พ้นโทษต้องห้ามในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 แล้วนั้น สำนักพิมพ์ Random House ก็ได้นำเอา Ulysses ฉบับที่พิมพ์ในสหราชอาณาจักร (ที่ได้รับการพิสูจน์อักษรและแก้ไขโดยจอยซ์เองนั้น) มาเป็นต้นแบบในการพิมพ์ครั้งนี้ โดยจะเห็นได้ว่า Ulysses ของ Random House จะแบ่งออกเป็น 3 ภาค ไรคล๎ออกแบบให้อักษรของประโยคเปิดของแต่ละภาคขยายเต็มหน้า และก่อนหน้านั้นเขาจะอุทิศหน้าขวาให้เป็นเลขบอกภาค ซึ่งต่อไปจะได้กล่าวถึงความมุ่งหมายและคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างความเป็น Ulysses ที่ผูกสัมพันธ์กับ Odyssey ของโฮเมอร์ และความรู้สึกผิดเล็กๆ ของจอยซ์ต่อการเทียบเคียง
2
ทราบกันดีว่า เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) เป็นนักเขียนประเภทพหูสูตรที่มีความชำนาญด้านปรัชญา เทววิทยา และความรู้ด้านสรีระวิทยา (จากครั้งที่เขาเคยได้เรียนแพทย์) เขาสามารถอ่านเขียนภาษาฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน รวมถึงละติน และกรีกโบราณได้อย่างคล่องแคล่ว นวนิยายของเขาจึงประกอบขึ้นด้วยองค์ความรู้และภาษาที่ผิดแผกแตกต่างไปจากนวนิยายโดยทั่วไป ซึ่งความล้ำลึกดังกล่าวปรากฏชัดใน Finnegans Wake ผลงานเรื่องสุดท้ายของเขา
หากนั่นไม่ได้แปลว่า เจมส์ จอยซ์ จะเป็นพวกบัณฑิตในชุดครุยที่ชอบใช้ภาษาและถ้อยคำสูงส่งเพื่อยกสถานะให้งานประพันธ์ชั้นเลอเลิศแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากลับใช้ความแตกฉานทางปัญญาและภาษานั้นนำมาเสริมสร้างตัวบทอย่างโลดโผน ทะลึ่งลามก ตลกโปกฮา มีการเสียดสีล้อเลียนศาสนาและแหวกขนบศีลธรรมอันดีงามของชาววิคตอเรียนอังกฤษ เจ้าอาณานิคมที่คงมีอิทธิพลครอบคลุมสังคมไอร์แลนด์ในเวลาดังกล่าวอยู่หลายครา
ดังที่ปรากฏให้เห็นว่านวนิยาย Ulysses ของจอยซ์นั้นปรากฏคำว่า fuck, fucking หรือ fucker จำนวนมากถึง 11 คำ (กรุณาอย่าเทียบกับปัจจุบันที่คำดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานหนึ่งของคำสบถที่พบเห็นได้ทั้งในชีวิตจริงและในนวนิยายจำนวนมาก) และในบางบริบทของการใช้คำว่า fuck ก็มีไม่น้อยที่ถือว่าเข้าข่ายการหมิ่นศาสนาและแม้แต่พระมหากษัตริย์ปะปนอยู่คือ Fucking Christ และ Fucking king ที่พลทหารคารร์เป็นผู้กล่าว โดยมิพักต้องพูดถึงประเด็นทางเพศที่แทรกซ่อนอยู่ในถ้อยคำเปรียบเปรย และฉากอันสื่อแสดงความหยาบโลนอันละมุนละม่อมลงมา
ความท้าทาย หรืออาจจะเป็นการท้ารบของ Ulysses ทำให้ผู้มีศีลธรรมทั้งหลายต่างหวาดเกรงว่า วรรณกรรมเล่มนี้จะเป็นหลุมดำที่ดูดกลืนอารยธรรมของมวลมนุษย์กลับเข้าไป และกลายเป็นต้นกำเนิดของค่านิยมอันเลวร้ายให้แก่สังคมโดยรวมตกทอดไปถึงอนุชนรุ่นหลัง จนนำไปสู่เหตุการณ์ฟ้องร้อง เรียกคืน และต้องห้าม
ขณะที่ในมุมมองของจอยซ์นั้น เขาไม่ได้ต้องการจะบ่อนทำลายหรือรื้อระเบียบทางสังคมใดๆ มากเท่ากับสร้างมหากาพย์บทใหม่ให้แก่ประเทศบ้านเกิด หรือแม้กระทั่งยุคสมัยของเขาเอง โดยจงใจวางโครงสร้างให้เล่นล้อกับ Odyssey ของโฮเมอร์ ดังเนื้อความในจดหมายหลายฉบับไปถึงเพื่อนฝูงและพี่น้องได้แสดงเจตจำนงอันนั้นไว้อย่างค่อนข้างชัดเจน
การศึกษานวนิยาย Ulysses ของจอยซ์ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 นั้นให้ความสำคัญกับความพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง Odyssey กับ Ulysses อย่างชนิดบทต่อบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน James Joyce’s Ulysses (1930) ของสจวร์ต กิลเบิร์ต (Stuart Gilbert) ถือว่าได้จุดประกายให้หมู่นิสิตนักศึกษาและคณาจารย์ด้านวรรณคดี และคงต้องกล่าวว่าแม้แต่ปัจจุบันเองก็ตามการศึกษา Ulysses ในหลายๆ ที่หลายๆ แห่งก็ยังคงอาศัยการเทียบเคียงนี้เป็นแนวทาง และก่อนที่เราจะพูดถึงตัวเรื่องราวของ Ulysses ก็เห็นเป็นความจำเป็นที่ต้องเท้าความถึง Odyssey กันสักเล็กน้อย
Odyssey หรือ Ὀδύσσεια เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งสำหรับชาวตะวันตก ที่กล่าวว่าสำคัญหรือเป็นรากฐานของวรรณคดีทั้งปวงก็เพราะถ้าเราไม่นับความดีและความงามในเชิงสุนทรียะแล้วก็คงต้องกล่าวว่า ในห้วงเวลาหนึ่ง การศึกษา และเรียนรู้ภาษากรีกโบราณทั้งหมดในระบบการเรียนการสอนแบบเก่านั้นจำเป็นต้องฝึกอ่านเขียนผ่านตัวบทนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
Odyssey เป็นผลงานการประพันธ์ของโฮเมอร์ (Homer) มหากวีที่ไม่หลักฐานบ่งชี้ถึงตัวตนและการดำรงอยู่แน่ชัดมากเท่ากับผลงานที่เขาได้ฝากไว้ บอกเล่าเรื่องราวภายหลังสงครามกรุงทรอยที่กินระยะเวลาเนิ่นนานนับสิบปี โดยตัวเอกในภาคนี้ก็คือโอดิซุส กษัตริย์ผู้ชาญฉลาดที่ถูกเทพโพไซดอนสาปส่งมิให้เดินทางกลับมาตุภูมิโดยสะดวกดาย หากต้องใช้เวลายาวนานนับสิบปีอีกเช่นกัน กว่าที่เขาจะสามารถฝ่าภยันตรายและการผจญภัยเสี่ยงตายมากมายเพื่อจะได้กลับไปพบหน้าภรรยาและลูกที่อิธกะ (อันเป็นเมืองในตำนานที่ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ามันมีพิกัดหรือตั้งอยู่ที่ใดกันแน่)
นอกเหนือจาก Odyssey จะสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญ ความอดทน และการใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาของโอดิซุสแล้ว ระยะเวลาที่เนิ่นนานขนาดนั้นยังพิสูจน์ถึงความรักที่นางเพเนโลเปมีต่อเขาผู้เป็นสามีอีกด้วย
สิ่งที่เจมส์ จอยซ์ได้กระทำต่อตัวเรื่องราวอันเป็นที่รู้จักและรับรู้ดีก็คือนำเอามันมาล้อ หรือกลับหัวกลับหาง (Carnivalesque) ด้วยการทำให้มหากาพย์ Ulysses กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชม. และมอลลี (หรือแมเรียน) ภรรยาของลีโอโพลด์ บลูมก็เป็นเพียงหญิงสำส่อนนอกใจสามี (เราจะได้พูดคุยถึงเนื้อหาโดยละเอียดต่อไป) แม้ในทีแรก การละเล่นทางปัญญาของจอยซ์จะไม่เป็นที่รับรู้ได้โดยทันทีในหมู่นักอ่าน-นักวิจารณ์ และต้องใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าจะเริ่มมีการศึกษาและเจาะลึกลงไปในโครงสร้างและส่วนประกอบต่างๆ ภายในนวนิยายเล่มนี้ แต่ถึงกระนั้นในท่ามกลางความมหึมาของเนื้อหา (ที่จอยซ์เรียกว่าเป็นสารานุกรม) และความอื้อฉาวก็ทำให้ผลงานชิ้นนี้เป็นที่โจษขานอย่างกว้างขวางในแวดวงวรรณกรรม
Ulysses มีความยาวโดยประมาณ 265,000 คำ ใช้ศัพท์ทั้งสิ้น 30,030 คำ แบ่งออกเป็น 3 ภาค โดยแต่ละภาคแบ่งออกเป็นบทตอนย่อยๆ รวมทั้งสิ้น 18 บท (episode)
ในภาคแรก The Telemachiad (ประกอบด้วย 3 บท ได้แก่ เทเลมาคัส, เนสเตอร์, โพรเทอัส) เป็นเสมือนการเชื่อมต่อเรื่องราวในนวนิยายเล่มก่อนของจอยซ์ The Portrait of the Artist as a Young Man โดยตัวละครสตีเฟน เดดาลัส ที่เปรียบได้ดังเทเลมาคัส บุตรชายของโอดิซุส (บลูม)
บทตอนแรกเริ่มต้นเวลา 8 โมงเช้าของวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1904 บัค มัลลิแกน นักศึกษาแพทย์ที่ชอบทำตลกผลาดแผลงตะโกนเรียกเดดาลัสให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าของป้อมมาร์เทลโล (Martello tower) ที่ทั้งคู่พักอาศัยอยู่ มัลลิแกนเรียกเดดลัสว่า คินช์ (Kinch) หรือ ‘คมมีด’ ทั้งคู่พูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ๆ โดยบทสนทนาโต้ตอบนั้นค่อยๆ คลี่คลายให้เห็นความอึดอัดคับข้องใจที่เดดาลัสมีต่อไฮนส์ หนุ่มออกซฟอร์ดที่มัลลิแกนได้เชื้อชวนให้มาพักอยู่ด้วย รวมถึงความเสียดแทงในคำพูดของมัลลิแกนที่ว่า เดดาลัสคือคนที่ทำให้แม่ของเขาตาย (หากเป็นมุขตลก นี่ก็เป็นมุขตลกที่เลือดเย็นมากๆ) หลังลงจากดาดฟ้า มัลลิแกน เดดาลัส และไฮนส์ก็ร่วมกินมื้อเช้าด้วยกันที่ห้อง มัลลิแกนพยายามคะยั้นคะยอให้เดดาลัสเลคเชอร์เรื่องแฮมเลตของเชคสเปียร์ให้ไฮนส์ฟัง ก่อนทั้งสามจะเดินเลียบเลาะชายฝั่ง ดูมัลลิแกนแก้ผ้ากระโดดน้ำ แล้วจึงแยกย้ายกันไปทำธุระของแต่ละคน
บทที่สอง เนสเตอร์ บอกเล่าเรื่องราวของเดดาลัสในช่วง 10 โมงเช้า ขณะกำลังสอนวิชาประวัติศาสตร์โรมันให้แก่เด็กๆ บทตอนนี้เองที่เป็นที่มาของประโยคอันโด่งดัง “History, Stephen said, is a nightmare from which I am trying to awake.” ซึ่งเดดาลัสได้กล่าวกับมิสเตอร์เดซี อาจารย์ใหญ่ ผู้เรียกเขาไปชำระค่าสอนและฝากบทความเรื่อง “โรคมือเท้าปาก” ให้เดดาลัสนำไปให้เพื่อนในแวดวงหนังสือช่วยนำไปตีพิมพ์
บทสุดท้ายในภาคแรก โพรเทอัส เป็นตอนที่เดดาลัส หลับตาเดินอยู่ริมชายหาด รำพึงรำพันคำกวี ความคิดทางปรัชญา จินตนาการฟุ้งฝัน และความโกรธเกรี้ยวขึ้งเครียด เป็นเสมือนการเผยให้ด้านมือของจิตใจ หรือปัญหาทางจิตวิทยาภายในตัวละครเดดาลัส
หากกล่าวเฉพาะในสามบทแรกก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่ข้องโยงใยมาถึงตัวเอกของเรื่อง เลโอโพลด์ บลูมเลยแม้แต่น้อย (เว้นก็แต่ทัศนะเกี่ยวกับชาวยิวของครูใหญ่เดซี) ภาค The Telemachiad จึงเป็นเหมือนสะพานที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเรื่องราวของเดดาลัสซึ่งเราเคยรู้จักเข้ากับมหากาพย์บทใหม่อย่างแนบเนียนแยบคาย ในขณะที่สจวร์ต กิลเบิร์ตกลับเห็นว่า บทตอนนี้แสดงให้เห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงภายในระหว่างตัวละครเดดาลัส กับเลโอโพลด์ บลูม
ในภาคที่สอง The Odyssey (ประกอบไปด้วย 12 บท ได้แก่ คาลิปโซ, ผู้กินดอกบัว, เฮดีส, เอโอลัส, เลสไทรโกรเนียนส์, ซิลลาและคารีบดิส, ศิลาสัญจร, ไซเรนส์, ไซคลอปส์, นอสิกา, วัวแห่งพระอาทิตย์ และเซอร์ซี) คาลิปโซ ถือเป็นฉากเปิดตัวอันพิสดารของเลโอโพลด์ บลูม เริ่มต้นขึ้นในเวลาแปดนาฬิกา (เช่นเดียวกับภาคแรก) บทตอนนี้ฉายภาพของเลโอโพลด์ บลูม ให้ดูมีพฤติกรรมที่แตกต่างจาก ‘สุภาพบุรุษ’ โดยทั่วไป คือเขาตระเตรียมเมื้อเช้าให้ภรรยา พูดคุยกับแมวอย่างรักใคร่ ออกไปจ่ายตลาดด้วยตัวเอง เขาชอบบริโภคเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะไตเป็นอาหารเช้า เป็นพ่อบ้านพ่อเรือนในชุดผ้ากันเปื้อน และหลังจากจุดเตาเพื่อประกอบอาหารแล้ว เขาก็นำเอาจดหมายของเบลเซส บอยแลน หัวหน้าและชู้รักของมอลลี บลูมไปส่งให้เธอถึงเตียงนอน
บท ผู้กินดอกบัว บลูมเดินทางไปที่ทำการไปรษณีย์เวสต์แลนด์เพื่อรับข้อความจากมาร์ธา คลิฟฟอร์ด ชู้รักทางจดหมายที่เขียนถึงเขาในนามของ ‘เฮนรี ฟลาวเวอร์’ เขาได้พบ แมคคอย ระหว่างเส้นทางกลับ แต่ในตอนที่พูดคุยไปนั้น เขาก็หันไปสนออกสนใจผู้หญิงที่ยืนอยู่อีกฟากของถนน โดยเฉพาะตรงท่อนขาที่สวมถุงน่องของเธอ หากภาพแห่งความปรารถนานั้นสิ้นสุดลงในเฉียบพลันทันที เมื่อรถรางเคลื่อนผ่านมา จากนั้นบลูมก็เดินผ่านไปในโบสถ์คาธอลิกและขบคิดปัญหาเรื่องเทววิทยา ก่อนไปยังร้านยาและเคมีภัณฑ์เพื่อขอซื้อสบู่มะนาว แล้วจึงกลับบ้านไปอาบน้ำพร้อมด้วยภาพฝันและความปรารถนา
บท เฮดีส เป็นบทตอนที่บลูมขึ้นรถม้าไปกับ ไซมอน พ่อของสตีเฟน เดดาลัส และแขกอีกสองคนที่ร่วมขบวนแห่ศพของแพดดี ดิกนัมไปยังสุสาน (หนึ่งในนั้นคือ มาร์ติน คันนิงแฮม และพาวเวอร์ ตัวละครจากเรื่องสั้น Grace ใน Dubliners) ระหว่างเส้นทางบลูมได้เหลือบไปเห็นสตีเฟน เดดาลัสที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ริมหาด (น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าจอยซ์ไม่ได้ทำให้เดดาลัสกับบลูมพบกันโดยทันที โดยจะเห็นได้ในบทตอนต่อไปที่เขาทำให้ทั้งสองคลาดกันอีกครั้ง) และบลูมก็ได้เหลือบไป เบลเซส บอยแลน (ชู้รักของมอลลี) ด้วยเช่นกัน
บทสนทนาบนรถม้าเกี่ยวโยงกับการฆ่าตัวตาย ซึ่งไซมอน เดดาลัสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการกระทำของคนที่ขี้ขลาด โดยระหว่างนั้น บลูมได้จมอยู่กับความนึกคิดเกี่ยวกับความตายของลูกชายผู้เสียชีวิตตั้งแต่มีอายุได้เพียงสิบเอ็ดวัน จินตนาการไปว่าหากลูกชายของเขายังมีชีวิตอยู่ เขาจะเติบโตเป็นเด็กที่น่ารักอย่างไร และบทตอนนี้เองที่ทำให้เราได้ทราบว่าบิดาของบลูม (ผู้เป็นชาวยิวอพยพมาจากฮังการีนั้น) ได้ฆ่าตัวตาย
บท เอโอลัส เป็นบทตอนที่เกิดขึ้นที่สำนักหนังสือพิมพ์ฟรีแมน ซึ่งบลูมพยายามติดต่อลงโฆษณาให้แก่อเล็กซานเดอร์ คีส์ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบผลสำเร็จ (หลังจากบลูมเดินออกไปได้ไม่นานสตีเฟนก็เดินเข้ามาในสำนักงานเพื่อนำเอาจดหมายเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากของอาจารย์ใหญ่เดซีให้แก่บรรณาธิการเพื่อตีพิมพ์ ในบทตอนนี้เองที่จอยซ์ได้ ‘ออกแบบ’ หรือ ‘จัดวาง’ แบบอักษรและข้อความในเรื่องแบบเดียวกับการพาดหัวหนังสือพิมพ์
บท เลสไทรโกรเนียนส์ เป็นบทตอนที่บลูมเริ่มหิวและต้องการจะหาร้านนั่งรับประทานมื้อเที่ยง เขาเดินเข้าไปในร้านอาหารของโรงแรมเบอร์ตัน และรู้สึกขยะแขยงกับภาพและเสียงของผู้คนที่บริโภคอาหารราวกับสัตว์ เขาจึงตัดสินใจที่ผับเดวี เบิร์นส์ ซึ่งเขารับประทานเพียงแค่แซนด์วิชชีสกอร์กอนโซลาและไวน์บูร์กันดี ขณะขบคิดถึงวันคืนที่ชื่นมื่นระหว่างเขากับมอลลี และหลังจากเดินออกจากผับ ช่วยคนตาบอดข้ามถนน บลูมก็ได้เห็นบอยแลนอีกครั้ง เขาฉากหลบแล้วเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ
บท ซิลลาและคารีบดิส เป็นบทตอนที่เดดาลัสแสดงภูมิรู้เกี่ยวกับเชคสเปียร์และแฮมเลทที่หอสมุดแห่งชาติ นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตพิสดารและการคบชู้สู่ชายของภรรยาเชคสเปียร์ บลูมเข้าไปในหอสมุดเพื่อยืมหนังสือที่มีตัวอย่างของโฆษณา และเดินสวนกับสตีเฟนและมัลลิแกน
บท ศิลาสัญจร เป็นดั่งชื่อบทคือเป็นการเล่าเรื่องผ่านฉากตอนสั้นๆ 18 ฉาก ที่คั่นแต่ละบทด้วยลวดลายประดับ (vignette) โดยมีตัวละคร (เช่น หลวงพ่อคอนมี, เคที-บูดี เดดาลัส, เบลซ บอยแลน, เลโอโพลด์ บลูม, สตีเฟน เดดาลัส ฯลฯ) ที่อยู่บนท้องถนนของมหานครดับลินในช่วงเวลาระหว่างบ่ายสามถึงบ่ายสี่โมงเป็นผู้ดำเนินเหตุการณ์ สจวร์ต กิลเบิร์ตผู้เขียน James Joyce’s Ulysses อธิบายว่า บทตอนนี้เปรียบเหมือนภาพของนวนิยาย Ulysses แบบย่อส่วน คือเป็นการจำลองการทำงานและกลไกภายในของตัวนวนิยายที่
บท ไซเรนส์ เป็นบทตอนที่เลโอโพลด์ บลูมนั่งรับประทานอาหารที่โรงแรมออร์มอน ขณะก้มหน้าก้มตารับประทานเครื่องในที่เขาโปรดปราน พลางหลบหน้า เบลซ บอยแลนผู้พยายามดำเนินการนัดแนะกับมอลลี เป็นบทตอนที่อวลอายด้วยบทเพลงและเสียงดนตรี จนดูราวกับว่าจอยซ์พยายามจะใช้ความสามารถทางด้านคีตศิลป์ของเขาพรรณนา ‘เสียง’ และ ‘ท่วงทำนอง’ ทั้งหลายออกมาด้วยถ้อยคำ
บทไซคลอปส์ เป็นเหตุการณ์ในช่วงห้าโมงเย็น เล่าโดยตัวละคร ‘ผม’ ผู้พำนักอยู่ในเมืองดับลินที่ไม่ได้ออกนาม ซึ่งเข้าไปอยู่ร่วมเหตุการณ์ที่บลูมถูกคนในบาร์ที่มีลักษณะเหยียดชนชาติยิวพูดจาเสียดสี
บท นอสิกา บอกเล่าเรื่องราวของเกอร์ตี แมคโดเวลล์ (สตรีที่สวมถุงน่องที่บลูมยืนมองอยู่อีกฟากของถนนในบท ผู้กินดอกบัว) ที่กำลังเดินขบคิดเกี่ยวกับความรัก การแต่งงาน และความเป็นผู้หญิง รูปแบบของการเขียนในบทตอนนี้ล้อเลียนนวนิยายและเรื่องสั้นแนวโรมานซ์
บท วัวแห่งพระอาทิตย์ บลูมไปยังโรงพยาบาลที่มินา พิริฟอยคลอดบุตร และเขาก็ได้พบกับสตีเฟนที่กำลังดื่มกับบัค มัลลิแกนและนักศึกษาแพทย์ พวกเขาไปดื่มกันต่อที่ผับ บทตอนนี้จอยซ์ทำการล้อเลียนวรรณกรรมอังกฤษนับจากงานของมาลอรี ไบเบิลของคิงเจมส์, แดเนียล เดอโฟ, ลอว์เรนซ์ สเติร์น, ชาร์ลส์ ดิคเกนส์, โธมัส คาร์ไล
บท เซอร์ซี เป็นตอนสุดท้ายของภาคสอง เขียนขึ้นด้วยรูปแบบของบทละครที่สามารถนำไปแสดงได้จริง หากก็เป็นบทตอนที่มีความเหนือจริงมากที่สุด เพราะผสานประสบการณ์และความฟุ้งฝันของตัวละครบลูมและเดดาลัสเข้าด้วยกัน ในตอนที่สตีเฟนเมามายอย่างถึงที่สุด เขานำเอาไม้เท้าฟาดใส่โคมระย้าก่อนจะวิ่งหายไป โดยมีบลูม (ที่จ่ายค่าเสียหาย) วิ่งติดตามไป และพบว่าสตีเฟนกำลังถกเถียงกับทหารอังกฤษนายหนึ่งที่ภายหลังต่อยหน้าสตีเฟนเข้าให้ หลังจากที่เขาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์และราชินีอังกฤษ นี่เป็นฉากที่บลูมมองเห็นเดดาลัสเป็นรูดีลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วของเขา
ในภาคที่สาม The Nostos ประกอบด้วยบทตอนย่อยๆ 3 บทได้แก่ ยูเมเออัส, อิธากะ และเพเนโลปี
บท ยูเมเออัส เป็นตอนที่บลูมและกับสตีเฟนไปยังร้าน cabman’s shelter เพื่อฟื้นฟูสติ และที่นั่นเองที่ทั้งสองได้พบกับกะลาสีเรือที่ชื่อ ดี.บี. เมอร์ฟี หากทว่าในบทตอนนี้ ตัวตนของทั้งบลูม, สตีเฟน และเมอร์ฟี ดูพร่าเลือนจนยากจะแยกแยะออกจากกัน
บท อิธากะ เป็นตอนที่บลูมเดินทางกลับบ้าน โดยชวนเชิญให้สตีเฟนพักค้างคืนที่นั่น แต่สตีเฟนปฏิเสธและเดินดุ่มหายไป บทตอนนี้เป็นหนึ่งในบทตอนที่ถูกกล่าวขานถึงกันมากที่สุดรองจากบทสุดท้าย เพราะเป็นบทที่เขียนโดยการปุจฉาวิสัชณา (catechism) ว่ากันว่าเป็นบทตอนที่จอยซ์ชื่นชอบและภาคภูมิใจที่สุด เพราะมันเป็นการครุ่นคิดตั้งคำถามยึดโยงตั้งแต่วิถีโค้งของปัสสาวะไปจนถึงความรู้ทางด้านดาราศาสตร์
บท เพนาโลปี เป็นบทสุดท้ายที่จอยซ์เขียนโดยใช้กระแสสำนึกของมอลลี บลูม เป็นฉากที่เธอนอนอยู่บนเตียงเคียงข้างสามี ความนึกคิดของบลูมหลากไหลไปถึงอดีตอันยาวไกล เหตุการณ์ในวัยเยาว์ที่ยิบรอลตาร์ เรื่องราวความสัมพันธ์ของเธอกับบลูมและบอยแลน ที่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหวูดรถไฟ และอาการปวดปัสสาวะ บทตอนนี้เอง จอยซ์ได้รจนาประโยคอันโด่งดังที่มีความยาวกว่าสองพันคำทิ้งท้าย
เจมส์ จอยซ์ ใช้เวลา 7 ปีในการประพันธ์ Ulysses เขาและครอบครัวต้องระหกระเหเร่ร่อนไปพำนักตามเมืองต่างๆ เพื่อหลบหนีไฟสงคราม และต่อสู้ฟาดฟันกับสัตว์ประหลาดทางวรรณกรรมที่ชื่อ Ulysses ระหว่างพำนักอยู่ที่ Trieste เขาได้พบปะทำความรู้จักกับนักเขียนคนสำคัญอย่างอิตาโล สเวโว (Italo Svevo) และได้นำเอาบุคลิกของมิตรน้ำหมึกคนนี้มาใส่ไว้ในตัวละครเลโอโพลด์ บลูม หรือในตอนที่พำนักอยู่ใน Zürich นั้นเขาก็เป็นเพื่อนบ้านของนักเขียนที่ยากไร้อัธยาศัยอย่างโรแบร์ท มูซิล (Robert Musil) ที่ทำได้อย่างมากก็แค่เดินสวนกันไปโดยไม่ทักไม่ทาย
สงคราม 7 ปีของจอยซ์ในครั้งนี้จึงได้ถูกนำไปล้อในบทละครของทอม สตอปปาร์ด (Tom Stoppard) เรื่อง Travesties ในบทสนทนาที่ว่า
‘คุณทำอะไรบ้างในตอนที่เกิดมหาสงคราม คุณจอยซ์?’
‘ผมก็เขียน Ulysses ไง แล้วคุณล่ะทำอะไร?’