Access Denied
Access Denied

The site owner may have set restrictions that prevent you from accessing the site. Please contact the site owner for access.

Protected by 
MIDA Logo  MIDA

Temple of Modernity

วิหารแห่งโลกสมัยใหม่

 

มนุษย์มิได้บูชาเทพเจ้าบนที่สูงอีกต่อไป (…) จิตวิญญาณแห่งศาสนาลงมาสถิต
บนฝุ่นดิน และทอดทิ้งแดนสักการะ หากยังมีอีกสถานที่ที่ยังคงรุ่มรวยสมบูรณ์
ในท่ามกลางมวลมนุษย์ เป็นสถานที่ที่ผู้คนต่างมุ่งค้นหาหนทางลึกลับ ที่ซึ่ง
ศาสนาหนึ่งกำลังค่อยๆก่อตัวขึ้น

 

Le paysan de paris (1926) เป็นงานชิ้นสำคัญของหลุยส์ อารากง (Louis Aragon) นักเขียนเซอร์เรียลลิสต์ชาวฝรั่งเศส ที่ใครก็ตามหากจะศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวนี้ก็จำต้องนำมาอ่านควบคู่ไปกับ Nadja (1928) ของอ็องเดร เบรอตง (André Breton) และ Les Dernières Nuits de Paris (1928) ของฟิลิปป์ ซูโปลต์ (Philippe Soupault) โดยไม่นับรวมแถลงการณ์เซอร์เรียลลิสต์ทั้งสองฉบับที่ดูเหมือนเป็นงานพื้นฐานภาคบังคับอยู่แล้ว

เมื่อแรกตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Gallimard ในปี ค.. 1926 หนังสือ Le paysan de paris (ที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีคำว่า Roman ห้อยไว้ใต้ชื่อเรื่องเหมือนเช่นนวนิยายโดยทั่วไปของ Gallimard นวนิยาย Nadja ของเบรอตงเองก็เข้าข่ายที่ว่าเช่นกันคือไม่ได้ระบุบอกไว้ว่าเป็นนวนิยาย) ไม่ประสบความสำเร็จในแง่การขายมากนัก อีกทั้งนักวิจารณ์ในและนอกฝรั่งเศสต่างก็ประเมินผลงานชิ้นนี้ไว้ค่อนข้างต่ำกว่าที่เป็นจริงมาก (เพราะว่าไปแล้วเทคนิควิธีหลายอย่างในเล่มต้องถือว่าเป็นความใหม่ และถ้ากล่าวอย่างยุติธรรมแล้ว Le paysan de paris ต้องนับว่าเป็นนวนิยายแหวกขนบการเล่า ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของกลุ่ม Nouveau Roman เกือบ 30 ปี) ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากสำนวนภาษาที่ถูกวิจารณ์ว่า แข็งเกร็งผิดธรรม
ชาติ ลีลาการเล่าผสานการตัดแปะข้อความบนใบปิดโฆษณา ข่าวหนังสือพิมพ์ รวมถึงปาถกฐาทางปรัชญาที่แปลกแยกแตกต่างจากหนังสือทั่วไป จนทำให้ผู้อ่านส่วนใหญ่ตอบแทนผลงานดังกล่าวด้วยความเงียบ

แต่หากเราพิจารณา Le Paysan de Paris ด้วยแว่นสายตาแบบวิชาการด้านสังคมศาสตร์ก็จะพบเงื่อนไขความสัมพันธ์บางประการที่นวนิยายล้ำๆ เล่มนี้โยงใยกับงาน Das Passagen-Werk หรือที่ในโลกภาษาอังกฤษรู้จักกันในชื่อ The Arcades Project ของวอลเทอร์ เบนยามิน (Walter Banjamin) อยู่หลายแง่มุม ดังที่ไมเคิล คาลเดอร์แบงค์ (Michael Calderbank) ได้ชี้ให้เห็นผ่านบทความ Surreal Dreamscapes: Walter Benjamin and the Arcades เอาไว้ว่า Le Paysan de Paris เป็นงานที่จุดประกายและผลักดันให้เกิดโครงการ Das Passagen-Werk เบนยามินได้เขียนจดหมายหลายฉบับไปหา เธียวโอดอร์ อดอร์โน (Theodor Adorno) บอกเล่าความรู้สึกหลังได้อ่านผลงานดังกล่าวของอารากง และอีกแง่มุมที่ไม่มีใครทราบกันก็คือ เบนยามินได้บากบั่นแปลเนื้อหาบางส่วนของ Le Paysan de Paris เป็นภาษาเยอรมัน

สิ่งที่เบนยามินดูจะสนใจหรือกล่าวให้ถูกต้องรัดกุมก็คือ ตื่นตะลึงใจก็คือการพยายามเชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่เข้ากับปกรณัม การอธิบายให้เห็นภาพชีวิตผู้สัญจร นักเดินเล่น (Flâneur) ผู้ค้า และบรรดาร้านรวงในย่าน Le Passage de l'Opéra หรือ Opera Passageway ที่อารากงให้ชื่อว่า ทางเดินสู่โรงอุปรากรแห่งความฝันหรือ Passage de L'Opéra Onirique ถือเป็นคุณูปการให้แก่การวิเคราะห์และทำความเข้าใจโลกสมัยใหม่แบบเดียวกับที่มาร์กซ์กล่าวถึงลัทธิบูชาสินค้า (commodity fetish) และฟรอยด์กล่าวถึง ความฝันในแง่มุมของ การตื่นของความจริง

ขณะที่ Das Passagen-Werk มุ่งหน้าไปสู่อนาคตและนำเสนอภาพของย่านร้านค้าริมทางเดินมุงหลังคา ในฐานะของแบบศึกษาโลกสมัยใหม่ Le Paysan de Paris กลับนำพาเรากลับไปยังความเป็นจริงของศตวรรษที่ 19 สู่เรื่องราว-ปมปัญหาของ Le Passage de l'Opéra ซึ่งกำลังจะถูกรื้อทำลายให้กลายเป็นถนนในโครงการของออสมันน์ (Hausmann) สำหรับอารากงแล้ว ทางเดินมุงหลังคาอันมีกำเนิดมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ถือเป็นแหล่งรวมความแปลกประหลาดใจในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถสั่นคลอนอาณาจักรของเหตุผล และปลุกความจริงบางอย่างที่อยู่ใต้จิตสำนึกให้ตื่นขึ้นมา Le Passage de l'Opéra ที่ถูกนำเสนอ Le Paysan de Paris จึงเป็นภาพของโลกอีกใบ ซึ่งสายตาของคนทั่วไปคือ สถานอโคจร

แต่ถ้าจะอ่านด้วยแว่นตาแบบเรื่องขันบันเทิงใจ ก็มีเกร็ดสนุกๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า Le Paysan de Paris เริ่มต้นขึ้นด้วยไอเดียแบบบทความนำเที่ยว Le Passage de l'Opéra ตลาดทางเดินมุงหลังคาที่ประดาดาดาอิสต์และเซอร์เรียลลิสต์สิงสถิตและหลบฝนอยู่เป็นเนืองนิจ บทแรกของมันถูกตีพิมพ์ใน Revue Européenne ปี ค.. 1924 ฉบับที่ 16 และ 17 (ก่อนจะรวมเป็นเล่มในปี ค.. 1926) และกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างดุเดือดในหมู่ผู้ค้าว่าปิศาจตนไหนกันหนอที่นำเอาเรื่องราวของย่านนี้ไปตีแผ่ข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับผลประกอบการ การประท้วงโครงการตัดถนนของออสมันน์ (Haussmann) เรื่องราวเบื้องลึกหลายอย่างของบางร้านค้าที่ไม่น่าจะมีใครรู้ก็ถูกนำไปตีพิมพ์

แน่นอนว่า Le Passage de l'Opéra อันเป็นบทตอนสำคัญใน Le Paysan de Paris นั้นไกลห่างจากการเป็นเรื่องราว gossip เพราะสำหรับ Aragon แล้วมันเป็นข้อมูลและการบันทึกสิ่งที่หลุดรอดเข้ามาในการรับรู้เป้าหมายสำคัญของเขาก็คือการ exercise รูปแบบการเขียนใหม่ ที่รับกับเทคนิควิธีการเขียนโดยอัตโนมัติของพวกเซอร์เรียลลิสต์ แม้ผลลัพธ์ของมันจะเป็นไปแบบเกร็งๆ และรัดกุมด้วยเหตุผลแบบ Hegelianism ก็ตามที (ซึ่ง Aragon ฉลาดพอที่จะนิยามนิยายของเขาว่า Surreal-realism)

ผู้ที่อ่านด้วยใจยุติธรรมย่อมตระหนักได้ว่าคำโฆษณาของ Aragon ต่อผลงานชิ้นนี้ "ผมกำลังตามหา... นวนิยายชนิดใหม่ที่ทำลายกฎเกณฑ์แบบจารีตที่ปกครองการเขียนเรื่องแต่ง โดยไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเรื่องเล่า ไม่มีตัวละครให้ศึกษา เป็นนวนิยายที่บรรดานักวิจารณ์ไขว่ขว้าได้แต่ความว่างเปล่า" ไม่มากไม่น้อยไปจากความจริงแต่อย่างใด Le Paysan de Paris ยังคงเป็นงานที่ใหม่ บ้าบิ่น และท้าทายผู้อ่าน ไม่ว่าจะสำหรับทุกวันนี้ หรืออีกหลายร้อยปีข้างหน้า

 • • •

Net Orders Checkout

Item Price Qty Total
Subtotal 0.00 ฿
Shipping
Total

Shipping Address

Shipping Methods