Burnout: เสวนาว่าด้วยภาวะหมดไฟ
“You who will emerge again from the flood
In which we have gone under
Think
When you speak of our faults
Of the dark times
Which you have escaped.For we went, changing countries more often than our shoes
Through the wars of the classes, despairing
When there was injustice only, and no indignation.And yet we know:
Hatred, even of meanness
Makes you ugly.
Anger, even at injustice
Makes your voice hoarse. Oh, we
Who wanted to prepare the land for friendliness
Could not ourselves be friendly.You, however, when the time comes
When mankind is a helper unto mankind
Think on us
With forbearance.[1]
– Bertolt Brecht, ‘To Those Born After’ (1939)”

Pokkamol Phijitsiri
ปกกมล พิจิตรศิริ
เมื่อพูดถึงอาการหมดไฟทางการเมืองที่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม นักกิจกรรมไม่ได้ต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเองเพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ภายในตัวเองด้วย โครงสร้างไม่ได้ดำรงอยู่เพียงภายนอก แต่มันยังฝังรากลึกอยู่ข้างในจิตใต้สำนึก เหมือนกับที่ Fredric Jameson ได้กล่าวไว้ในงานชิ้นสำคัญ The Political Unconscious [2] ของเขาว่า โครงสร้างในแบบ Althusserian นั้นเปรียบได้ดั่งจิตไร้สำนึก เพราะโดยปกติเราไม่สามารถเห็นมันได้โดยตรง ส่วน Frantz Fanon ก็กล่าวไว้ในทำนองคล้ายกันว่า เวลาเหล่านักปฏิวัติลุกขึ้นสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคม พวกเขาไม่เพียงต้องต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมที่อยู่ภายนอกเท่านั้น แต่ยังต้องต่อสู้กับวิธีคิดหรือสำนึกแบบคนขาว (เจ้าอาณานิคม) ที่ถูกปลูกฝังมาเป็นเวลานับร้อยปี [3]
ข้อถกเถียงของหนังสือ Burnout: The Emotional Experience of Political Defeat โดย Hannah Proctor ที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญและชวนให้เราขบคิดตามก็คือ ปัจเจกและโครงสร้างแยกออกจากกันได้จริงหรือ?
แนวคิดแรก ปัจเจกและโครงสร้างนั้นแยกออกจากกัน เป็นมุมมองของกลุ่ม Old Left ที่มองว่าอาการต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจจนต้องเข้ารับการรักษาเป็นเพียงเรื่องของปัจเจกชนแบบชนชั้นกลาง กล่าวคือ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับการปฏิวัติ หากเหนื่อยล้าหรือหมดไฟ แสดงว่าคนคนนั้นไม่ได้ทุ่มเทให้กับขบวนการมากพอ อาการป่วยเกิดจากความอ่อนแอของปัจเจกเอง ดังนั้นแม้คุณจะป่วยก็ต้องสู้จนตัวตาย ต้องพร้อมสละชีวิตของตนเพื่อการปฏิวัติ
แนวคิดถัดมาในช่วงทศวรรษ 1960 ของกลุ่ม New Left ได้เข้ามาโต้แย้งแนวคิดก่อนหน้า โดยมองว่าเราไม่สามารถละเลยหรือมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อปัจเจกได้ ข้อเสนอของกลุ่ม New Left คือต้องไม่แยกเรื่องของปัจเจกและโครงสร้างออกจากกัน เพราะอาการทางจิตใจนั้นมีสาเหตุมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นระบบทุนนิยม ปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) ปัญหาโลกร้อน หรือระบอบการเมืองแบบเผด็จการ ฯลฯ
กลุ่ม New Left พยายามเสนอวิธีการรักษาทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวช เพราะพวกเขามองจากฐานคิดที่ว่าอำนาจก็แฝงอยู่ในโรงพยาบาลเช่นกัน (ในแบบเดียวกับ Michel Foucault) จิตแพทย์มีอำนาจและอ้างอิงความรู้ในการตัดสินว่าใครปกติหรือผิดปกติ ซึ่งไม่ต่างจากอำนาจของรัฐสมัยใหม่
ข้อเสนอของกลุ่ม Red Therapy (กลุ่มที่อยู่ในกระแส New Left)
กลุ่ม Red Therapy ยืนยันว่าปัญหาทางจิตวิทยาไม่ใช่เพียงเรื่องของปัจเจก แต่สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับโครงสร้างสังคม การเยียวยาจึงไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้ปัจเจก "ทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้" ในระบบเดิม หรือรักษาให้หายป่วยจนเป็น "ปกติ" เพื่อกลับไปทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองให้ระบบทุนนิยมอีกครั้ง หากแต่คือการประคับประคองผู้คนในขบวนการเคลื่อนไหวอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ เพื่อให้พวกเขามีพลังกลับมาต่อสู้กับระบบทุนนิยมได้ใหม่
การบำบัดในทัศนะของ Red Therapy ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้เรา "ทนอยู่ในโลกที่ย่ำแย่ได้มากขึ้น" แต่ต้องส่งเสริมกระบวนการที่ทำให้บุคคล บรรลุศักยภาพแห่งตน (Self-actualization) ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พวกเขามองว่าการเปลี่ยนผ่านภายในตนเองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นกระบวนการที่ไม่อาจแยกขาดจากกัน การรักษาจึงมิใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นการรักษาในรูปแบบรวมกลุ่ม (Collective healing)
แนวทางของกลุ่มไม่ได้เป็นเพียงการรับมือกับแรงกดดันภายใต้ระบบทุนนิยมเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางจิตใจที่เกิดจากการพยายามทำลายขนบทางเพศและโครงสร้างครอบครัวดั้งเดิม (เช่น การลองใช้ชีวิตแบบคอมมูนเพื่อท้าทายสถาบันครอบครัวเดี่ยวที่รับใช้ทุนนิยม)
นอกจากนี้ Red Therapy ยังพยายามจัดการกับความคับข้องใจที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมที่ทุกอย่างกลายเป็นการเมือง โดยเฉพาะการยอมรับว่ามนุษย์ยังมีความปรารถนาลึก ๆ ที่สวนทางกับอุดมการณ์ที่ยึดถือ ความพยายามเหล่านี้เป็นการตอบสนองต่อผลกระทบทางจิตใจในช่วงประวัติศาสตร์ที่พลังทางการเมืองเริ่มสลายตัวและกระจัดกระจาย การทดลองใช้วิธีบำบัดที่ถอนรากถอนโคนและการยืนกรานว่าการเปลี่ยนแปลงทางจิตต้องอาศัยเวลาและความอดทนนั้น ดูเหมือนจะขัดแย้งกับเป้าหมายการปฏิวัติที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน
ในประเด็นนี้เองที่ Hannah Proctor ได้นำแนวคิดเรื่อง "ความเร่งด่วนที่ต้องอดทน" (Patient urgency) มาอธิบายความไม่สอดประสานด้านเวลา (Asynchronicity) ที่กลุ่ม Red Therapy มองเห็นระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางจิต (Psychic transformation) กล่าวคือ พวกเขาพบว่าตนเองไม่อาจเปลี่ยนความปรารถนาหรือพฤติกรรมที่ถูกหล่อหลอมมาค่อนชีวิตได้เพียงชั่วข้ามคืนเพื่อให้สอดรับกับหลักการทางการเมือง ความรู้สึก "ไม่ทันกาล" หรือความล่าช้าทางจิตใจนี้ ปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวอย่างทางประวัติศาสตร์จำนวนมากที่ถูกยกมากล่าวถึงในหนังสือ
II
Burnout ในหนังสือเล่มนี้ถูกนิยามไว้ว่าอย่างไรบ้าง?
เวลาเราพูดถึง Burnout เรากำลังพูดถึงการจัดระบบ (organize) และทุ่มเทกับสิ่ง ๆ หนึ่งอย่างหนักจนทำให้เราเหนื่อยล้าทางกายภาพหรือทางจิตใจกันแน่?
คำตอบที่ Proctor ยกมานั้นมี 5 แบบด้วยกัน ดังนี้
-
Anne Helen Petersen เธอบอกว่า Burnout ไม่ได้เป็นแค่ความเหนื่อย แต่มันคือ “สภาวะร่วมสมัย” ของคนในยุคปัจจุบัน สภาวะที่เกิดจากความไม่มั่นคงของแรงงานหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานค้าปลีก ฟรีแลนซ์ อาจารย์พิเศษ หรือทำงานสตาร์ตอัป ทุกคนต่างติดอยู่ในตรรกะเดียวกัน ตรรกะที่บังคับให้เรามองชีวิตตัวเองเหมือนธุรกิจหนึ่ง ที่มีเป้าหมายเดียวคือต้องรวยขึ้นเรื่อย ๆ ผลิตและบริโภคอย่างล้นเกิน (surplus value and surplus enjoyment)
-
Pascal Chabot กล่าวว่า Burnout คือ อาการป่วยไข้ของโลกอารยธรรม (civilization) อันเกิดจากการที่ระบบทุนนิยมไม่สามารถรักษาคุณค่าของมันเองไว้ได้ กล่าวให้ถึงที่สุดในการวิเคราะห์ของเขา ระบบทุนนิยมนั้นมีช่องโหว่ที่เราสามารถทำลายมันได้
-
Byung-Chul Han อธิบายว่า Burnout เกิดมาจากรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไป จากสังคมแห่งระเบียบวินัย (disciplinary society) ไปสู่สังคมแห่งความสำเร็จ (achievement society) ทุกคนต่างมุ่งไปสู่การเป็นผู้ประกอบการของตนเอง
สังคมแห่งระเบียบวินัย คือ รูปแบบของสังคมที่มีความกดทับและเก็บกด การแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน (class divisions) ที่เคยเป็นสิ่งหรือปัจจัยภายนอก ตอนนี้มันถูกทำให้เข้ามาอยู่ในเนื้อตัวและจิตใจของปัจเจก (Subject) แล้ว การขูดรีดจากนายทุนไม่ได้อยู่ภายนอกอีกต่อไป ฉะนั้นการต่อสู้กับนายทุนหรือรัฐทุนนิยมจึงอ่อนแอลง ทุกคนต่างหันมาต่อสู้และเฆี่ยนตีตัวเอง พร้อมกับบอกตัวเองว่าต้องรวยขึ้นมากกว่านี้ เป็นคนที่มีความสุขให้มากกว่านี้ จากการถูกขูดรีด (Exploitation) ตอนนี้กลายเป็นการขูดรีดตัวเอง (Self-Exploitation) ไปเป็นที่เรียบร้อย
สังคมแห่งความสำเร็จ คือ สังคมที่เรากลายเป็น “ปัจเจกผู้ประกอบการแห่งตนเอง” ที่เอารัดเอาเปรียบตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยทัศนคติเชิง ‘บวกที่ล้นเกิน’ และการพัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด จนกระทั่งเผาผลาญตัวเองไปกับการแข่งขันกับศักยภาพของตนเอง ผลลัพธ์ไม่ใช่อิสรภาพที่เราสามารถควบคุมตัวเองได้ แต่คือภาวะซึมเศร้าและความว่างเปล่าภายใน
ในมุมมองนี้ Burnout จึงเกิดจากอิสรภาพแบบ “ที่เรามักบอกตัวเองว่าฉันทำได้เสมอ” จนเราสูญเสียความสามารถในการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง การพักผ่อน และการเชื่อมโยงกับ “ผู้อื่น” (the Other) สิ่งเหล่านี้ถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันกับตัวเองอย่างไม่รู้จบ
-
Herbert Freudenberger คำว่า Burnout เป็นคำที่เขายืมมาจากพวกฮิปปี้ในยุคทศวรรษ 1960 ที่เขาลงไปช่วยบำบัดจากอาการติดยา ภาวะ Burnout นั้นไม่ได้เกิดจากการทุ่มเทแรงกายทำงานหนัก แต่เกิดจากความรู้สึกผิดหวังจากการทุ่มเททำงานที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก เป็นความเหนื่อยล้าของการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น มันคือปรากฏการณ์ที่ความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิดหวังค่อย ๆ กัดกินเหล่าคนที่อุทิศเวลาให้กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง พวกเขาต้องเอาตัวเองเข้าไปปะทะกับสิ่งที่มองไม่เห็นและใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง และเมื่อต้องพบว่าสิ่งที่ตนทุ่มเทให้นั้นยังมีข้อผิดพลาดอยู่ จึงเกิดเป็นการถดถอยและหมดไฟไปในที่สุด
ฉะนั้นอาการหมดไฟจึงไม่ใช่เพียงความเหนื่อยล้าทางกายภาพที่เป็นผลจากการทำหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไป แต่เกิดจากการทุ่มเทอารมณ์ความรู้สึกเพื่ออุดมการณ์ Freudenberger ทำให้เราเห็นว่า การยอมรับถึงปัญหาและความจำเป็นในการรับมือกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการสูญเสียอุดมคติหรือเป้าหมายทางการเมืองก็เป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อเข้าใจว่าอาการหมดไฟเป็นสิ่งที่เกิดจากกิจกรรมที่มุ่งมั่นทางการเมือง อาการหมดไฟจึงไม่เท่ากับความเหนื่อยล้าหรือความเครียด
- Christina Maslach เป็นนักจิตวิทยาผู้สร้างแบบประเมิน Maslach Burnout Inventory (MBI) เธอนิยาม Burnout ว่าเป็นกลุ่มอาการทางจิตวิทยาในที่ทำงาน ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติ คือ 1. ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (Emotional exhaustion) 2. ความรู้สึกเหินห่างหรือมองบุคคลอื่นเป็นสิ่งของ (Depersonalization/Cynicism) และ 3. ความรู้สึกสูญเสียความสำเร็จส่วนบุคคล (Reduced personal accomplishment) การนิยามของเธอทำให้ความหมายของ Burnout กลายเป็นเรื่องของการจัดการในองค์กรและทรัพยากรบุคคล (HR)
แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่นักกิจกรรมที่ปะทะเข้ากับโครงสร้างที่ใหญ่กว่าตนเอง เราทุกคนต่างก็ปะทะอยู่กับมันทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว หาก Han มองว่าจิตไร้สำนึก (unconscious) เกิดขึ้นในสังคมแห่งระเบียบวินัยที่มีความกดขี่และเก็บกด และในยุคสังคมแห่งการประสบความสำเร็จ องค์ประธาน (subject) จึงไม่มีจิตไร้สำนึกอีกต่อไป เพราะปัจเจกได้กลายเป็นองค์ประธานของตัวเองไปแล้ว
ผมขอโต้แย้ง Han แบบไว ๆ ว่าจริง ๆ แล้ว Unconscious ไม่เคยหายไป มันทำงานอยู่ตลอด และการละเลยมันอาจทำให้ระบบทุนนิยมทำงานได้ดีกว่าเดิม เพราะสังคมแห่งความสำเร็จนั้นเปรียบได้กับ The symbolic order หรือ The Big Other ในแบบ Lacan และมันกำลังสั่งให้เราเอนจอยกับการประสบความสำเร็จแบบไม่รู้ตัว และเมื่อระบบทุนนิยมมันผิดพลาด (The Real ปรากฏ) Fantasy ก็ทำงานและบอกกับเราว่าทำให้มากกว่านี้สิ เดี๋ยวก็รวยขึ้น ฉะนั้นไม่ต้องไปสนใจระบบก็ได้ ในสมการนี้เองเราจะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วระบบทุนนิยมนั้นมีข้อผิดพลาด จึงยังพอมีทางให้เราต่อสู้กับมันได้
หากเราลองมาตั้งต้นกันใหม่ เริ่มตั้งแต่การเป็นองค์ประธาน (subject) ที่ขาดพร่อง (lack) เราก็อาจจะเห็นความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง เพราะองค์ประธานที่ขาดพร่องนั้น ไม่เคยลงรอยกับอะไรทั้งสิ้น มันสามารถแตกหักกับระบบเชิงสัญญะได้ หรือแม้แต่แตกหักกับความเป็นองค์ประธานแห่งความสำเร็จที่เน้นให้ความสำคัญกับตัวตนที่เป็นปัจเจกสูงมากกว่าการเห็นการขาดพร่องด้วยกันอย่างรวมหมู่ ท้ายสุดนี้หากจะให้รวบยอดสรุปประเด็นที่เราต้องมองให้ออกนั้นคือ การมองอย่างเป็นองค์รวม (wholeness) ให้เห็นทั้งโครงสร้างและปัจเจกที่ไม่แยกออกจากกัน การมองแบบนี้จะทำให้เราเห็นช่องโหว่ทั้งที่อยู่ในตัวเราและในโครงสร้าง แทนที่เราจะพูดว่า “ต้องอยู่อย่างเป็นองค์รวม” ควรเปลี่ยนเป็น "อยู่อย่างขาดพร่อง" จะดีกว่า
“Have to be whole to see lack”
Seeing the lack, being lack, is the capacity to see that the revolution is here.
• • •
บทความนี้ถอดและเรียบเรียงเนื้อหาจากงานเสวนา Burnout Society: สังคมหมดไฟ หนึ่งในกิจกรรมของเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ Learning Fest Bangkok 2026 ภายใต้แนวคิด “The Difference” ยิ่งต่าง ยิ่งได้เรียนรู้
Books & Belongings ขอขอบคุณทีมราก - Rāk a Holistic Tool for Social Changes ที่ร่วมจัดกิจกรรมเสวนานี้ร่วมกัน
ติดตามข่าวสารการทำงานของทีมราก ได้ที่ https://holisticleftisttool.com/
• • •
Reference:
[1] “Bertolt Brecht, ‘To Those Born After’, originally published in German in 1939 as ‘An die Nachgeborenen’, translated by Tom Kuhn. Copyright 1939, (c) 1961 by Bertolt-Brecht-Erben / Suhrkamp Verlag. Translation copyright (c) 2019, 2015 by Tom Kuhn and David Constantine, from Collected Poems of Bertolt Brecht by Bertolt Brecht, translated by Tom Kuhn and David Constantine.
[2] Jameson, Fredric. The Political Unconscious: Narrative as a Socially Symbolic Act. Ithaca, N.Y.: Cornell University Press, 1981.
[3] Fanon, Frantz. The Wretched of the Earth. Translated by Richard Philcox. New York: Grove Press, 2004.