Access Denied
Access Denied

The site owner may have set restrictions that prevent you from accessing the site. Please contact the site owner for access.

Protected by 
MIDA Logo  MIDA

Fifty Shades of Shades

แว่นดำ: สัญญะแห่งการปกปิดที่เรียกร้องการเปิดเผย

 

“เพื่อจะเข้าใจโลกสมัยใหม่ได้ดีพอ ความเข้าใจเรื่องแฟชั่นเป็นสิ่งจำเป็น”

ลาร์ส สเวนด์เซน (Lars Svendsen)

 

ผู้เขียนบทความถูกทักเรื่องสวมแว่นดำติดตาตลอดทั้งกลางวันกลางคืน บ้างก็ว่าพยายามจะเลียนผู้กำกับอย่างหว่องการ์ไว บ้างก็ว่าแอบใช้ยาเสพติดหรือเปล่า ทุกคำถามดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับ ‘สัญญะ’ ที่แต่ละคนหยิบยื่นความหมายให้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่พูดตรงกันเรื่องแว่นดำเป็นการ ‘ปกปิด’ ความรู้สึกภายในดวงตา ซึ่งปลายทางกลายเป็นสัญญะแทนการแสดงออก เช่น ความรัก ความโศกเศร้า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักสัญศาสตร์ชื่อดังได้รจนาไว้ในงาน A Lover's Discourse: Fragments ได้อย่างงดงามละเมียดละไม

โรล็องด์ บาร์ตส์ นักสัญศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

หากว่าไปผู้เขียนบทความมิได้นึกถึงประโยชน์ใช้สอยในแง่นี้สักเท่าไหร่ แต่เพราะเริ่มทวงทักกันบ่อยเข้าก็เลยทำให้อยากกลับไปค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความหมายเชิงวัฒนธรรมของเจ้าสิ่งนี้ และก็ได้พบว่ามีงานศึกษาทางสังคมจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาของคนทั่วไปต่อการใส่แว่นดำในห้วงเวลาต่างๆ ไป และนี่ก็เป็นเรื่องราวที่เราจะได้คุยกันต่อไปข้างหน้า

 

ชีวประวัติย่อของแว่นดำ

 

ใน The Language of Fashion หนังสือรวมบทความเกี่ยวกับแฟชั่นของโรล็องด์ บาร์ตส์ ได้กล่าวถึงความสอดพ้องข้องเกี่ยวระหว่างภาษาและเครื่องแต่งกายไว้อย่างน่าสนใจ โดยบุคคลหนึ่งที่วางกรอบอธิบายไว้ก่อนหน้าบาร์ตส์ก็คือเจ้าชายนักภาษาศาสตร์ นิโคไล ตรูเบตซกอย (Nikolai Trubetzkoy) ซึ่งทั้งบาร์ตส์และตรูเบตซกอยต่างก็ได้สมาทานความคิดมาจากแฟร์ดินงด์ เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) ผู้แบ่งแยกภาษาออกเป็นระบบภาษา (Langue) และภาษาที่เราใช้ (Parole)

ระบบภาษาคือสิ่งที่เราเรียนรู้จากห้องเรียน หรือสังคมทั่วไป ทว่าเมื่อถึงคราวต้องใช้จริง ภาษาที่เราพูด เขียนนั้นก็มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างไป เช่นเดียวกัน บาร์ตส์/ตรูเบตซกอย จึงได้เสนอว่ารูปแบบการแต่งกายที่คนในสังคมรู้จักนั้นก็อาจเทียบได้กับระบบภาษา โดยที่การแต่งกายของเราแต่ละคน การเลือกใส่เสื้อผ้า กางเกง กระโปรง และเครื่องประดับต่างๆ อาจเปรียบได้กับภาษาที่เราใช้

บทความถัดจากนี้จึงอาจเรียกได้ว่ามุ่งเน้นไปที่การศึกษารูปแบบการแต่งกาย อันเปรียบได้กับระบบภาษา ซึ่งเป็นผลิตผลทางสังคม โดยไม่ลืมว่าจุดตั้งต้นทั้งหมดมาจากลักษณะเฉพาะ หรือภาษาที่ผู้เขียนใช้ผ่านการหยิบแว่นดำมาสวมใส่

ในทุกวันนี้ดูแทบจะไม่มีใครไม่มีแว่นกันแดดเป็นของตัวเอง ด้วยเพราะมันได้กลายเป็นสินค้าธรรมดา ซึ่งเราสามารถซื้อหาได้ตั้งแต่ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักแสน แต่ก่อนที่เราจะหยิบยื่นความหมายต่างๆ ให้ แว่นดำ/แว่นกันแดด มันก็เป็นเหมือนแว่นสายตาคือถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อประโยชน์ใช้สอยทางด้านการมองมากกว่าจะเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบนใบหน้า

ย้อนกลับไปก่อนศตวรรษที่ 20 แว่นที่มีกระจกสีโดยเฉพาะเฉดน้ำเงิน หรือเขียว ที่เริ่มใส่กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 นั้นมีไว้เพื่อแก้สายตา และโดยมากแล้วก็นิยมสวมใส่ในบ้านมากกว่าใส่ออกไปข้างนอกบ้าน คงมีที่กรุงเวนิส ประเทศอิตาลีในช่วงกลางของศตวรรษที่ 18 เท่านั้นที่แว่นเฉดเขียวมีไว้กันแสงสะท้อนจากผิวน้ำเข้าดวงตาขณะนั่งเรือ จะเห็นได้ว่าแว่นกระจกย้อมสี หรือแม้แต่แว่นสายตาธรรมดาทั่วไปมิได้เป็นอุปกรณ์เสริมสร้างบุคลิกภาพแต่อย่างใด เพราะการใช้แว่นเพื่อมองยังคงถูกจำกัดทั้งระยะเวลาและพื้นที่อย่างชัดเจน โดยมิต้องกล่าวถึงนัยยะแห่งความโก้เก๋ ความเท่ หรือโลกแห่งแฟชั่น ซึ่งต้องล่วงผ่านศตวรรษที่ 20 ไปแล้วหลายสิบปี

ถ้าเราพิจารณาพวกแดนดี้ (Dandy) หรือหนุ่มสอางค์อย่างโบ บรัมเมลล์ (Beau Brummell) ผู้เปรียบเหมือนมนุษย์แห่งแฟชั่นของศตวรรษที่ 19 ก็จะพบข้อมูลน่าสนใจ เพราะบรัมเมลล์มีปัญหาสายตาสั้น แต่เขากลับเห็นว่าการไม่ใส่แว่นจะเสริมสร้างบุคลิกมากกว่า ดังนั้นเราจึงแทบไม่เคยเห็นบรัมเมลล์มีเลนส์ติดตา หรือแว่นมิได้เป็นอุปกรณ์จำเป็นเหมือนเช่น นาฬิกา หมวก ผ้าพันคอ และไม้เท้าอันเป็นเครื่องประดับของแดนดี้

กระนั้นค่านิยมของบรรดาแดนดี้ถือได้ว่าสอดพ้องกับแนวคิดเรื่องการใส่แว่นดำของบางกลุ่มคนในปัจจุบันที่ใช้ปกปิดอารมณ์ทางสายตา หรือพูดง่ายๆ ว่าพวกเขาจะต้องเมินเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในการรับรู้ให้มากที่สุด ซึ่งคุณลักษณะของแดนดี้ข้อนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพวกอภิชน (aristocrat) ที่นอกจากดาบและปืนแล้วก็ยังใช้การมองผู้อื่นเป็นอากาศธาตุ ไม่ให้ค่าทางสายตาเป็นอาวุธในการประณามหยามเหยียดผู้ดีด้วยกัน ดังนั้นใครที่ใช้วิธีนี้ตอบโต้สิ่งที่ตัวเองไม่ชอบแทนการวิพากษ์วิจารณ์ดังๆ ก็จงรู้ไว้เถิดว่า ตัวท่านมีความเป็นผู้ดีอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย

การควบคุมไม่ให้ตัวเองแสดงความรู้สึกผ่านสายตานี้สอดพ้องกับประโยชน์ใช้สอยของแว่นดำ เพราะถ้าโบ บรัมเมลล์มีชีวิตอยู่มาถึงศตวรรษที่ 20 ก็ชัดเจนว่าเขาน่าจะเป็นบุคคลหนึ่งที่ใส่แว่นดำติดตาตลอดเวลา เช่นเดียวกับคาร์ล ลาเกอเฟลด์ นักออกแบบชื่อดังชาวเยอรมัน เพราะเจ้าเครื่องประดับชนิดนี้สามารถทำให้บรัมเมลล์เก็บซ่อนอารมณ์ทางสายตาได้อย่างมิดชิด หากจะมิดชิดแค่ไหน หรือเพียงใดนั้น เราจะได้วิเคราะห์กันอย่างลงลึกในบทต่อๆ ไป แต่ตอนนี้คำถามหนึ่งซึ่งผู้เขียนพยายามจะตอบก็คือแว่นดำเข้ามาสู่โลกของแฟชั่นหรือระบบการแต่งกายตั้งเมื่อไหร่กัน

 

แฟชั่น ความเร็ว ความเท่ และโลกใต้ดิน

 

หากเราถือว่ามหานครในยุโรปช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 คือภาพแทนของชีวิตอันรวดเร็ว และไม่ผูกสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งระหว่างคนกับคน ดังเช่นที่นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เกออร์ก ซิมเมล (Georg Simmel) ได้อธิบายไว้ในบทความคลาสสิค Metropolis and the Mental Life (1903) เราก็จะพบว่า ชีวิตอันรวดเร็วนั้นส่งผลต่อรูปแบบการแต่งกายไม่ทางตรงก็ทางออ้อม

เครื่องประดับที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกของแฟชั่นก่อนก็คือหน้ากากกันลม แบบที่นักแข่งรถ หรือนักขับเครื่องบิน (aviator) ใช้ โดยจะเห็นได้ว่า แฟชั่นของสุภาพสตรีในช่วงปี 1920 จะมีหน้ากากกันลมเข้ามาเป็นเครื่องประดับเหนือศีรษะ 

ปกนิตยสาร Vogue ในช่วงปี 1925 ที่ผสานแฟชั่นของสุภาพสตรีเข้ากับเครื่องแต่งกายของ
นักแข่งรถ ผลงานของจอร์จส์ เลอปาป (Georges Lepape)

ความเร็วและแฟชั่นกลายเป็นภาพสะท้อนของกันและกัน โลกใบใหม่ที่รออยู่ข้างหน้าคือโลกในอัตราเร่ง ซึ่งการจะแลเห็นโลกเหล่านั้นได้ชัดเจนจำต้องมีแว่น หรือหน้ากากกันลม แฟชั่นในห้วงเวลานี้เองได้ขับเน้นความเป็นจักรกลของมนุษย์ หรือความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่มนุษย์และเครื่องจักรจะผสานรวมกัน เช่นที่สะท้อนให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องดัง Metropolis (1927) ของผู้กำกับชาวเยอรมัน ฟริทซ์ ลังก์ (Fritz Lang)

Metropolis (1927) ผลงานกำกับโดยฟริทซ์ ลังก์ (Fritz Lang)

 

ส่วนแว่นดำ/แว่นกันแดด ที่แม้จะเป็นสินค้าซึ่งมีจำหน่ายโดยทั่วไป ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 แล้วนั้น กว่าจะเรียกว่ามีอิทธิพลจริงๆ ต่อวงการแฟชั่นก็ต้องย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 ไปแล้ว โดยผู้ที่ทำให้การใส่แว่นดำเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นมาก็คือเหล่าดารานักแสดงที่ใช้วันหยุดพักผ่อนนอนอาบแดดในเมืองตากอากาศ

ภาพบนปกนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ที่คนดังผิวสีแทนสวมแว่นดำทำให้คนทั่วไปเริ่มเห็นนัยยะทางแฟชั่น โดยหนึ่งในบุคคลที่ถือเป็นไอคอนสำคัญในเวลานั้นก็คือ บรรณาธิการชื่อดัง หลุยส์ ดาห์ล วูลฟ์ (Louis-Dahl-Wolfe) แห่งนิตยสาร Harper’s Bazaar ที่ทำให้แว่นดำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสแฟชั่นอย่างเต็มตัว 

ภาพของบก.แฟชั่นชื่อดัง หลุยส์ ดาห์ล วูลฟ์ แห่งนิตยสาร Harper’s Bazaar ที่ถ่ายไว้ในปี 1938

 

คงผิดไม่ไปจากความจริงนัก หากจะกล่าวว่า แว่นดำเป็นแฟชั่นจากนอกเมือง มาก่อนจะกลายมาเป็นแฟชั่นเมือง (และห้วงเวลาเดียวกันนี้เองที่แว่นดำได้กลายเป็นเครื่องป้องกัน หรือหลบซ่อนตัวของบรรดาดาราจากการจับจ้องของพวกปาปารัซซี่ที่เริ่มติดตามขโมยภาพชีวิตส่วนตัวมาขาย)

ความเท่ (cool) ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างสอดพ้องสัมพันธ์กับการสวมแว่นดำของบรรดานักดนตรีแจ๊สในช่วงทศวรรษที่ 1940 ซึ่งแน่นอนว่าการใส่แว่นดำของคนดำเพื่อต่อต้านค่านิยมทางสังคม (เช่น ใส่แว่นดำแม้ในยามค่ำคืน) ก็เป็นอิทธิพลตกทอดมาถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง แบล็คแพนเธอร์ (Black Panther) ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และอาจเชื่อมโยงมาถึงนักร้อง-นักดนตรีฮิปฮ็อป (Hip Hop) ในทศวรรษที่ 90 จนถึงปัจจุบัน

โรเบิร์ท เจมส์ ฮัตตัน (Robert James Hutton) หนึ่งในผู้นำของ Black Panther Party

ความเท่ตามบทนิยามของนักดนตรีแจ๊สได้ถูกประยุกต์ใช้กับอาชญากรและผู้ดำรงอยู่ในโลกใต้ดินด้วยเช่นกัน แว่นดำกลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะเพื่อปกปิดสายตาของบรรดาเหล่ามิจฉาชีพและนักค้ายานับจากทศวรรษที่ 1940 เรื่อยมา ก่อนที่ภาพของอาชญากรใส่แว่นดำนี้จะถูกผลิตซ้ำผ่านภาพยนตร์อาชญากรรมในอีกทอดหนึ่ง

จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า นัยยะของการใส่แว่นดำนั้นปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าการสวมใส่แว่นดำจะถูกนิยามความหมายอย่างไรในสังคม (ผ่านระบบการแต่งกาย หรือ langue) ทว่าการเลือกใส่แว่นดำของเราแต่ละคนต่างนั้นก็มีลักษณะเฉพาะหรือเป็น parole อยู่ด้วย


ความยอกย้อนของการซ่อนความรู้สึก


หากการใส่แว่นดำเป็นความพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกในดวงตา ซึ่งเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจ โรล็อง บาร์ตส์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า มันอาจไม่ง่ายดายอะไรแบบนั้น  

ใน A Lover's Discourse: Fragments บทที่ชื่อว่า Dark Glasses บาร์ตส์ได้ชี้ให้เห็นถึงความยอกย้อนของการเก็บซ่อนความรู้สึก ที่แน่นอนว่าหากปราศจากแว่นดำเป็นเครื่องปกปิดแล้วก็ย่อมจะรับรู้ได้ทันทีว่าผู้สวมแว่นดำมีความรู้สึกเอ่อท้นภายในอย่างไร

บาร์ตส์โยงใยการปกปิดเข้ากับความรักรู้สึกที่แสดงออกไม่ได้ ด้วยเพราะเหตุผลหรือเงื่อนไขบางอย่าง แต่การเก็บกั้นอารมณ์ในโลกแห่งสัญญะ มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นมากมายหลายเท่า เพราะการอำพรางดวงตาที่อาจบวมช้ำจากการร้องไห้ (ซึ่งเป็นความเสียใจอันเป็นผลลัพธ์ด้านกลับความรัก) ในอีกทางก็คือการทำให้ผู้แลเห็นการปกปิด ตั้งคำถามต่อตัวเราว่า “เกิดอะไรขึ้น” หรือ “เป็นอะไรหรือเปล่า” และจากจุดนี้การปกปิดก็นำไปสู่การเปิดเผย ดังนั้นแล้ว การสวมใส่แว่นดำในฐานะของภาษาเฉพาะจึงอาจเป็นการงำความเพื่อเปิดหนทางไปสู่การแสดงออกอย่างแนบเนียน

ถึงตรงนี้ ผู้เขียนเหมือนจะเข้าใจถึงสัจธรรมบางอย่างที่ว่า การปกปิดดวงตานั้นที่สุดแล้วอาจหมายถึงการเปิดเผย ดังนั้นแล้วการเปิดให้เห็นแววตาก็อาจเป็นอีกหนทางที่ช่วยให้เราปกปิดความรู้สึกภายในอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่เราสามารถควบคุมหัวใจไม่ให้แสดงออกผ่านสายตา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเรื่องง่ายเลย

• • •

Reference

  • Roland Barthes, The Language of Fashion, (Oxford & New York: Berg, 2006)
  • Roland Barthes, translated by Richard Howard, The Lover’s Discourse: Fragments, (London: Penguin, 1979)
  • Vanessa Brown, Cool Shade: The History and Meaning of Sunglasses, (London: Bloomsbury, 2015)

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในเว็บไซต์ The Momentum https://themomentum.co/art-of-disappointment-shades/

และ กิตติพล สรัคคานนท์, ศิลปะของความผิดหวัง (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แซลมอน, 2018)

 

Net Orders Checkout

Item Price Qty Total
Subtotal 0.00 ฿
Shipping
Total

Shipping Address

Shipping Methods